ลาก่อนblog exteen

posted on 02 Mar 2010 16:14 by doublemacchiato

          ขอบคุณใครก้อตามที่ได้อ่านจนถึงตรงนี้ครับ  ผมจะจบการเขียน blog บน exteen ไว้แค่ตรงนี้ครับ เนื่ิองด้วยปัญหาความไม่สะดวกใน internet connection ซึ่งไม่รู้เป็นที่เน็ตของผมหรือเปล่า  หลายๆครั้งที่ต้องการเขียน มักจะล่ม จากการเข้าลิงค์ต่างๆของ exteenไม่ได้ ตอนนี้ผมก้อยังไม่ชัวร์ว่าจะย้ายไปเขียนblogที่ไหน ไว้ผมจะมาบอกในนี้อีกครั้ง
            เพื่อเป็นการตอบแทนที่สละเวลามาอ่าน blog ของผม ผมสัญญาไว้ตรงนี้ว่า ผมจะขอชงกาแฟให้ดื่มฟรี อยากชิมกาแฟอะไร กลับไปอ่านใน menu coffee ที่ผมเคยเขียนแล้วเลือกไว้ในใจได้เลยครับ  จะมาหาผมที่ร้านที่ผมทำอยู่ที่ Sydney ก้อได้(ถ้าได้มาเที่ยวที่นี่)หรือไม่ ในวันที่ผมเปิดร้านเป็นของตัวเอง เพียงแค่บอกกับผมว่า เคยอ่านblogผมในexteen แค่นั้นละครับ อาจจะสงสัยว่า" มันบ้าปะ ร้านก้อไม่มี แล้วกุจะได้ชิมกาแฟฝีมือมันไหมวะเนี่ย....กวน...นี่หว่า " เปล่าครับ ไม่ได้กวน

ปี 2012 ผมจะกลับบ้านไปเปิดร้านกาแฟใน style Australian espresso bar ที่เชียงใหม่ครับ อาจจะอีกนาน แต่เมื่อเวลามาถึง มันจะมีคุณค่าและความหมายในกาแฟแก้วที่ผมชงให้คุณดื่มครับ

 

บุญรักษา พระคุ้มครองทุกๆท่านครับ

 


 

เส้นทางเดินสายกาแฟ (จบ)

posted on 28 Feb 2010 06:42 by doublemacchiato

              ความเดิมหลังจาก ได้งานชงกาแฟที่สนามคริกเก็ต จากการช่วยเหลือของพี่เก่ง(ที่ใช้ความสวย พูดหว่านล้อมบอสจนใจอ่อนให้ผมไปลองเทรนงาน) วันแรกเปิดสนาม เจอดีเลยครับ ใช้กาแฟไป 11 กิโล แต่เครื่องชงแค่สองหัว ชงจนเครื่องพังต้องเอาเครื่องมาเปลี่ยน ตอนชงอยู่เงยหน้าไป คิวรอซื้อยาวจนไม่เห็นหางแถวเลย พอนึกถึงวันนั้นแล้ว สงสารคนมาซื้อครับ ราคาก้อแพงกว่าข้างนอกแล้วยังได้กาแฟชุ่ยๆอีก ยอมรับครับว่าชงไม่ได้เรื่องเลย ยุ่งสุดๆแบบที่ไม่เคยเจอ ผมยืนตั้งแต่ เจ็ดโมงเช้าเข้าห้องน้ำครั้งแรกประมาณบ่ายสอง ข้าวปลาเหรอครับยังไม่ตกลงไปในท้องเลย เลิกงานเก็บของเคลียร์ของเสร็จห้าโมงครึ่ง จำได้ว่ากลับบ้านมาปวดขามาก

 

" เครื่อง compact ยี่ห้อ WEGA ที่ใช้ในวันที่ไปลองเทรนงาน และก้อเป็นเครื่องตัวเดียวกันที่พังในวันแรก "


             แต่หลังจากวันนั้น มันก้อดีขึ้นไม่ยุ่งนรกเช่นวันแรก กาแฟใช้ตกวันละ 5-6 กิโล ต่อมาอีกครั้งผมก้อได้ย้ายไปประจำจุดที่ยุ่งที่สุด คือฝั่ง member stand ที่เป็นอัฒจรรย์เก่า คลาสสิค ของเฉพาะสมาชิกสนามคริกเก็ต (คริกเก็ตเป็นกีฬายอดนิยมของออสซี่ ระดับท็อปทรี) ก้อดีขึ้นเรื่อยในทุกๆครั้งที่ เรียกผมไปทำ เรียกว่าที่นี่สร้างความมั่นใจให้กับผม ในการเข้าไปเดินสมัครงาน Full time barista ซึ่งผมถือว่านั่น คือสนามจริงหรือสังเวียนจริงๆของอาชีพคนชงกาแฟ 

" coffee cart จุดที่ผมทำตรง Member stand "

" เครื่องยี่ห้อ Brasilia กับกาแฟของ Lavazza "

              หลังจากวันนั้น เวลาก้อผ่านไปเรื่อยๆ  resumeของผมยังคงปริ๊นออกมาอยูเรื่อยๆ  และยังคงหาสมัครอยู่เรื่อยๆ จนวันนึงของต้นเดือนมีนาคม2009 ผมไปช่วย พี่ปอ หรือ อ.ปอ ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้วิชากาแฟให้ผม เค้ากำลังจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เค้าเจอหน้าผมก้อนึกออกอะไรบางอย่าง แล้วก้อให้เบอร์พี่คนนึงมาชื่อว่า "พี่ใหม่" ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งคนในบรรดาผู้มีบุญคุณกับผม (พี่ใหม่เป็นบาริสต้า ที่จัดได้ว่า ขั้นเทพ ถ้าโลกกาแฟเป็นยุทธจักรหนังจีน แกก้อครบเครื่องทั้งบู้บุ๋น ไว้แล้วจะเขียนเรื่องของบาริสต้าไทยขั้นเทพ คนนี้อีกต่างหาก ว่าที่ว่า ครบเครื่องมันคือยังไงเพราะไม่ใช่แค่ชงกาแฟออกมาเร็วแล้ว ดีแล้ว เก่งแล้ว จบ มันมีมากกว่านั้น) พี่ใหม่เค้ากำลังหาคนให้บอสของเค้า ที่อีกสาขานึง ชื่อว่า City espresso ผมก้อโทรไป แกก้อบอกว่าให้ไปทำแทนบาริสต้าที่ทำประจำอยู่ แค่สองวัน แน่นอนครับไม่มีปัญหา วันที่ผมไปคุย แค่เห็นเครื่องชงผมก้ออึ้ง อะไรหว่า สี่หัวชงเลยเหรอ บอสที่นั่งคุยกับผมอยู่ ชื่อว่า " Craig" เป็นออสซี่-กรีก ถามผมแค่ว่า

" ร้านเรายุ่งนะ ใช้กาแฟหกถึงเจ็ดกิโลในตอนเช้า ทำไหวไหม ?" แค่นั้น

ผมก้อแค่ยิ้มๆบอกว่าพอไหว แต่ในใจแล้ว "ห่าาาา ตายแน่กุ" แต่ยังไงเราก้อต้องสู้ครับ
ที่ผมประทับใจอีกอย่างในตัวบอสคนนี้ คือ ผมกำลังจะยื่น ใบ resume เค้าบอกว่า ไม่้ต้องการ เค้าแค่ต้องการคนชงกาแฟ ชงได้ก้อได้ ชงไม่ได้ก้อกลับบ้านไป ไม่ได้อยากรู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรมาก่อน
             และยิ่งต่อมาภายหลัง ผมถือว่า เค้าเป็นเหมือนครูกาแฟอีกคนของผม ผมเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเค้า ไม่ว่า การเป็นบาริสต้าที่เป็นมากกว่าแค่ชงกาแฟออกมาดี .การ management ใีนทุกๆส่วนของร้านกาแฟ .trick&tipที่ไม่มีที่ไหนมาสอนกัน.แนวคิดในการทำธุรกิจ และอะไรอีกหลายๆอย่างอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้น เค้าไม่เคยพูดหรือคุยกับผมเลย มันมาเองจากการทำงานร่วมกัน

 

 
" บอสเก่าผมเอง ชื่อCraigหนึ่งในบรรดาผู้มีบุญคุณ เป็นผู้ให้โอกาสลงสังเวียนจริงกัยผม "

 

และแล้ววันแรกก้อมาถึง   โอ้แม่เจ้า ยุ่งสุดๆคนมารอซื้ออย่างกะเค้าแจกกาแฟฟรี หน้าที่ของผมมีแค่ โหลดช็อตกาแฟ ให้ บอสเป็นคนสตรีมนมแล้วเท        แค่นั้นผมยังแทบทำไม่ทัน แต่ผมก้อผ่านพ้นวันแรกมาได้ด้วยความทุลักทุเล ด้วยสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งมาค้นพบตอนที่ทำว่า มันสำคัญมากถึงมากที่สุด สำหรับคาเฟ่ระดับท็อป นั่นคือ ระบบ หรือ System และ teamwork นั่นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเจอแต่ว่า บาริสต้าเป็นวันแมนโชว์มาตลอดและด้วยทีมเิวิร์กที่ดี ก้อทำให้ผมผ่านวันที่สองได้อย่างไม่ยากนัก  และก้อรับเงินค่าจ้างที่คอนข้างจัดว่า น่าประทับใจ ทำสองวัน คิดเป็นสิบแปดชั่วโมง ได้มาสามร้อยเหรียญถ้วน ผมจำได้แม่นว่าวันนั้นวันพุธ ต่อมาวันพฤหัสก้อไม่มีอะไร แต่แล้ว....
                  เช้ามืดของวันศุกร์ น่าจะตีห้าครึ่งมั้งครับ โทรศัพท์ก้อดังขึ้น เปล่า ผมไม่ได้ตั้งปลุกนี่หว่า ใครโทรมาอะ ใจคอไม่ค่อยดีรีบรับ ปรากฎว่า พี่ใหม่โทรมา 

พี่ใหม่ " เฮ้ ปอง ไปทำงานแทนหน่อยได้ไหม ไอ้นั่นที่แกเคยไปทำแทนมันไม่มา"

ผม " โห พี่ ด่วนงี้เลยเหรอ เอากี่โมงละ "

พี่ใหม่ " หกครึ่ง "

ผม " แปดได้ปะ  ได้ก้อได้นะพี่ ถามบอสพี่หน่อย" 

แล้วก้อวางหูไป คิดในใจว่าจะบ้าหรือเปล่า กุเพิ่งนอนเมื่อตีสองนี่เอง

ซักพักโทรศัพท์ดังอีก 

พี่ใหม่ " ได้ปอง แปดโมงนะ "

เอาสิงานเข้าแล้ว ไปก้อไปโว้ย เงินทั้งนั้น
ไปถึง บอสใหญ่ที่เป็นบอสของพี่ใหม่นั่งดักรอที่ทางเข้าตึก ก้อเข้ามาคุย บอกขอบอกขอบใจใหญ่ แล้วบอกว่า บอสของผม ซึ่งเป็นน้องเขยเค้าจะคุยกะเธอ อีกที 

ทำๆไปจนถึงเวลาเบรก เราก้อพูดกะบอสว่าฉันจะขอกลับบ้านหลังเบรกละกัน  (หลังเที่ยงร้านหายยุ่งแล้ว)

และแล้วบอสก้อเอ่ย สิ่งที่ผมรอมานานแสนนาน ด้วยความอดทนเพียรพยายาม

บอส " ปอง เธอต้องการทำงานบาริสต้าแบบ full time ไหม "

ผมจำคำตอบภาษาอังกฤษอันอ่อนแอของผมที่ตอบออกในไปตอนนั้นได้ว่า " Absolutely ,please " .....

             ผมเดินออกมา โทรศัพท์หาแม่ที่เชียงราย เดินไปตามทางที่ผู้คนพลุกพล่าน เพื่อขึ้นรถไฟกลับบ้าน คนเยอะจริงๆ เพราะกำลังหาอาหารกลางวันทานกัน แม่ง คนเยอะจริงๆ ทุกซอกทุกมุมเลย มีตรงไหนเงียบๆบางเปล่าวะ บอกข่าวดีให้แม่ไปแล้ว แม่ดีใจเสียงสั่นแล้ว กุไม่ไหวแล้ว ... เอาตรงนี้ล่ะวะ  แล้ว ผมก้อนั่งร้องไห้ริมบันไดอาคารออฟฟิศหลังนึง " กุทำสำเร็จแล้ว แค่สี่เดือนกว่าๆ เอง มันนานแค่นั้นเอง" ใครว่าผมตุ๊ด ก้อช่างหัวมัน

 


แล้วผมก้อได้นับสองบนเส้นทางสายกาแฟของผมซักที แม้เส้นทางนี้มันยังอีกยาวไกล ผมก้อจะพยายามนับสาม สี่ ห้า ไปเรื่ิอยๆ ซึ่งก้อไม่รู้ว่าแต่ละจุดที่ผมจะนับบนเส้นทางสายนี้มันคืออะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรผมจะเดินไปบนเส้นทางสายนี้จนวันสุดท้ายที่ผมได้พักยาว
 
  

 


 

edit @ 2 Mar 2010 16:11:19 by DblMac

           หายยยย ไปยาว มีเรื่องยุ่งๆ วุ่นๆ อันน่าเศร้า เจ้าทองของผมก้อมีวันนี้จนได้ วันที่ต้องเจ็บป่วยไปกลางถนนจนไม่สามารถวิ่งต่อไป ต้องทิ้งมันไว้ทั้งคืน ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจเรื่องอะไรเลย ผมใช้เวลาเกือบทั้งวีคเพื่อหาสถานพยาบาลเจ้าทอง นี่แหละ " ยึดติดคือความทุกข์ "

 

"ในวันที่เจ้าทอง ต้องอาศัยรถลากขึ้นกลับบ้าน หลังจากไปนอนค้างบนถนนมาหนึ่งคืน  T T"

" วันที่เจ้าทองยังสามารถวิ่งได้ด้วยล้อของตัวเอง"

               เข้าเรื่องดีกว่า เริ่มจะจำไม่ได้ละว่าถึงตรงไหน เรื่องมีอยู่ว่า ง่ายๆเลยว่าจะเลือก หนึ่ง ไปทำงานร้านพาย สบายๆ ได้งานได้เงินแน่นอน มีตังเก็บและไปไปใช้หนี้ กับสอง เลือกตามทางที่ตั้งใจใฝ่จะเป็นคือชงกาแฟ เป็นบาริสต้า แต่เค้ายังไม่รับให้ทำงานแค่ให้โอกาสไปทดลอง ในที่สุด ผมเลือกที่จะไปลองงานชงกาแฟ(อีกหนึ่งวันหลังจากไปลองมาแล้ว) ผมไปรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด เช้าหกโมงครึ่ง (ไอ่...กว่าจะมา) จัดโต๊ะจัดร้านไป ชงกาแฟไปเรื่อยๆ ดูน่าจะราบรื่น เจ้าของแขกดูจะโอเค เริ่มคุ้นมือกับเครื่องชงแล้ว เวลาผ่านไปเรื่อยๆ พอเข้าเก้าโมงเช้าแค่นั้นละครับ คนมันมาจากไหนกันวะ เอาละสิ จากห้าเป็นสิบ จากสิบเป็นสิบห้าแก้ว มันมาได้ไง       แคนั้นแหละครับ มันมาไล่ผมออกไปรอหน้าครัว

               ผมก้อยืนดูบาริสต้าอีกคนที่เป็นตัวจริงทำ จังหวะนึงผมเห็นเค้าก้อไม่ทัน หวังดีจะไปช่วยอัดช็อต มันตะโกนด่าสำเนียงแขกปนอังกฤษว่าไม่ให้เข้าไปยุ่ง (อืม ไอ้....)

...

....หายยุ่งละ สิบโมง ผมก้อไม่เห็นมันพูดอะไรกับผมซักที

..... สิบโมงครึ่งแล้วนะ ไอ้... กุไม่ไหวละ เดินไปถามมันในครัว มันบอกว่า " เอ็งกลับไปก่อนละกัน ยังไงจะโทรไปบอก "

...... อ้าว เฮียแล้วไหมละ ผมยังไม่ไปครับ ผมว่าผมทำได้ มึงให้โอกาสกุอีกหน่อยสิ

             ผมยังคงยืนเอ๋ออยู่ในร้านเล็กๆของมันอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครมาสนใจ ผมกลายเป็นอากาศแล้ว สต๊าฟคนอื่นก้อมองผมอย่างสมเพชเวทนา(มั้ง) มันหรือไอ้แขก คงทนไม่ไหวแล้วประมาณว่ากุไล่อ้อมๆว่า ไม่เอามึงแล้วยังจะอยู่อีกทำไม มันออกครัวมาหาผมแล้วพูดใส่หน้าว่า " กลับไปได้แล้ว โว้ยยยย "

              ใครเคยมีเหตุการณ์บางอย่างแล้วรู้สึกว่าขามันหนัก ก้าวไม่ค่อยจะไปบ้างไหม มันมีอยู่จริงๆครับ อาการอย่างนี้ ชีวิตนึงน่าจะลองมีดูนะครับ คราวนี้ ไม่เสียใจจนเสียน้ำตาประมาณว่าแกร่งขึ้นมั้ง(หรือเสียชินแล้ว)แต่มันหดหู่ ครับ ทำอย่างเดียวได้คือ แช่งมัน ฮ่าๆ แค่นั้น ทำกุเสียอีกงานไปเลย

            หลังจากวันนั้น แม้จะหดหู่ยังไง ก้อต้องหัดชงฝึกมือ ต่อไป ใครให้ไปลองงานที่ไหน ให้ไปช่วยอะไร ไปหมด ค่ารถจ่ายไปเสียไปช่างมัน ขอแค่กุได้จับเครื่องชงต่อไป ซึ่งตรงนี้ต่อมามันกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อยางนึงคือ ไม่ว่าจะตีนมเครื่องยี่ห้อไหนก้อสามารถทำมันให้เนียนได้ไม่ยาก วันนึงโอกาสก้อมาถึง จากพี่สาวคนนึงที่นับว่าเป็นหนึงในบรรดาผู้ที่มีบุญคุณกับผม กับเส้นทางกาแฟของผม เค้าชื่อพี่เก่ง คือมันมีงานชงกาแฟที่สน่ามกีฬา เป็นสนามคริกเก็ต แม้ไม่ใช่งานประจำเป็นแค่งาน On call แบบว่ามีแข่งก้อเรียกไปทำ แต่มันก้อดีมากๆๆสำหรับมือใหม่ครับ ทีนี้มันก้อจะมีเป็นซุ้มกาแฟตามจุดต่างๆ ซึ่งทีมงานที่ทำเกี่ยวกับกาแฟในสนามกีฬานี้ "เป็นคนไทยหมดครับ" ยกเว้นบอส พี่เก่งคนนี้เค้าก้อไปพูดอ้อนให้บอสรับผมเข้าอยู่ทำด้วย ทั้งที่ฤดูกาลนั้นคนเค้าครบหมดแล้ว บอสเค้าก้อให้ไปลองงานวันนึง ไม่จ่ายน่ะ ไปก้อไป ไม่มีปัญหาอยู่แล้นน โชคดีวันที่ผมไปมันเป็นแค่คล้ายๆรอบแถลงข่าวอะไรประมาณนั้นมั้ง มีแค่ซุ้มเดียว(จริงๆน่าจะเรียก "คาร์ท") มีแค่ผมกับพี่เก่งและบอส ตอนนึง บอสไปนั่งชิวๆอยู่ ก้อบอกให้ผมชงกาแฟไปให้ ก้อชงไป จากนั้นพี่เก่งก้อมากระซิบว่า " เฮ่ย ปอง แม็ท(ชื่อบอส)บอกว่าแกชงกาแฟดีว่ะ" และแล้วผมก้อได้เป็นหนึ่งในทีมงาน ที่จะมาเริ่มงานกันในวันที่ 5 January 2009 ผมจำวันได้แม่นครับ หน้าที่คือ เป็นบาริสต้าโดยที่ไม่ต้องเริ่มจากเด็กวิ่งของครับ


edit @ 15 Feb 2010 19:03:55 by DblMac